ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๖๕ ประจำวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๑ โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน


ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๖๕ ประจำวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑
โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน

            เตือนเกษตรกรชาวสวนทุเรียนในทุกแหล่งปลูกของประเทศไทย จากข้อมูลแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูไม้ผล เริ่มพบการเข้าทำลายของโรครากเน่าโคนเน่าในหลายพื้นที่ และด้วยสภาพอากาศในช่วงฤดูฝนตลอดช่วงมีความชื้นสูง ดินชื้นและแฉะตลอดเวลา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการทำลายของโรครากเน่าโคนเน่าซึ่งมีเชื้อราเป็นสาเหตุ ดังนั้น ขอให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนสำรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ หากพบอาการของโรคให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด
เพื่อกำหนดแนวทางการควบคุม และดำเนินการป้องกันกำจัดทันที ก่อนทุเรียนทรุดโทรมและตายในที่สุด

เชื้อสาเหตุ เชื้อรา Phytophthora palmivora

ลักษณะอาการ
            เชื้อราสาเหตุสามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของต้น ได้แก่ ใบ กิ่ง ลำต้น ดอก ผล และระบบราก อีกทั้งราจะอาศัยอยู่ในดินด้วย อาการส่วนบนของต้นทุเรียนที่เป็นโรคใบปลายกิ่งสีซีด เหี่ยวลู่ลงใบด้านสลด และไม่เป็นมัน ใบเริ่มมีสีเหลืองและร่วง เมื่อขุดดูที่รากฝอยจะเปื่อยยุ่ย มีสีน้ำตาล และหลุดง่าย หากเป็นรุนแรงจะเน่าลามไปยังรากแขนงและโคนต้น ทำให้ต้นโทรมและยืนต้นตาย บริเวณกิ่ง ลำต้น โคนต้นเน่า เริ่มแรกใบเหลืองบางกิ่ง จะเห็นคล้ายคราบน้ำบนผิวเปลือก ช่วงอากาศแห้งถ้าใช้มีดถากบริเวณคราบน้ำจะพบเนื้อเยื่อเปลือกและเนื้อไม้เป็นแผลสีน้ำตาล และแผลลุกลามขยายใหญ่จนรอบโคนต้น ทำให้ใบร่วงจนหมดต้นและยืนต้นแห้งตาย ใบเน่า ใบจะช้ำดำตายนึ่งคล้ายถูกน้ำร้อนลวก และใบไหม้แห้งคาต้นอย่างรวดเร็ว

การแพร่กระจาย
            เชื้อราสาเหตุโรคถูกชะล้างโดยน้ำฝนและไหลตามกระแสน้ำ หรือเชื้อราถูกพัดพาโดยกระแสลม หรือเชื้อราอาจติดไปกับดิน น้ำ ซากหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพืชที่เป็นโรค จะพบมากในช่วงฝนตกรุนแรงต่อเนื่องหลายวัน

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้
            ๑. สำรวจสวนผลไม้อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
            ๒. บำรุงต้นให้สมบูรณ์แข็งแรง
            ๓. ปรับปรุงสภาพดิน โดยใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ทำร่องระบายน้ำในสวนที่เป็นพื้นที่ต่ำ เพื่อป้องกันน้ำขังภายในสวน
            ๔. ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าหว่านในพื้นที่รัศมีทรงพุ่มที่มีรากฝอยอยู่ หรือใช้รองก้นหลุมก่อนปลูก

หากพบอาการของโรคในเบื้องต้น
             ๕. ตัดแต่งกิ่ง หรือลำต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก
             ๖. ฉีดด้วยสารฟอสโฟนิก แอซิด ๔๐% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา ๑ : ๑ ใส่กระบอกฉีดยา ฉีดเข้าลำต้นหรือกิ่งในบริเวณตรงข้ามอาการของโรค หรือส่วนที่เป็นเนื้อไม้ดีใกล้บริเวณที่เป็นโรค อัตรา ๒๐ มิลลิลิตร ต่อต้น ทุก ๓๐ วัน
             ๗. พ่นให้ทั่วทรงพุ่มด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ๘๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐ - ๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร พ่นทุก ๗ วัน ใช้สลับกับสารเมทาแลกซิล ๒๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐ - ๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

กรณีโรคเข้าทำลายไม่รุนแรง
             ๘. ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าหว่านส่วนผสมเชื้อสดให้ทั่วบริเวณใต้ทรงพุ่มจนถึงรอบชายพุ่ม อัตรา ๕๐ - ๑๐๐ กรัมต่อตารางเมตร
             ๙. ใช้เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ซับทีลิส ฉีดเข้าในโคนต้นทุเรียนอัตรา ๒๐ มิลลิลิตร ต่อน้ำ ๒๐ มิลลิลิตร ต้นละ ๓ จุด ๑ ครั้ง
             ๑๐. จากนั้นลอกเปลือกต้นทุเรียนบริเวณที่เป็นโรคออกแล้วทาด้วยผงเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ซับทีลิส อัตรา ๑ กิโลกรัม ต่อน้ำ ๑ ลิตร โดยจะต้องผสมสารจับใบ อัตรา ๕ ซีซี ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร และราดดินบริเวณโคนต้นด้วยผงเชื้อ อัตรา ๒๐๐ กรัม ต่อน้ำ ๒ ลิตร ต่อต้น โดยลอกเปลือกและราดดินซ้ำ รวม ๔ ครั้ง

กรณีโรคเข้าทำลายรุนแรง
             ๑๑. ให้ขูดผิวเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออกแล้วทาด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ทุก ๗ วัน จนกว่าแผลจะแห้ง ดังนี้
                           - ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ๘๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๘๐ - ๑๐๐ กรัมต่อน้ำ ๑ ลิตร หรือ
                           - สารเมทาแลกซิล ๒๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๕๐ - ๖๐ กรัม ต่อน้ำ ๑ ลิตร หรือ
                           - สารเมทาแลกซิล+แมนโคเซบ ๖๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๑๐๐ กรัม ต่อน้ำ ๑ ลิตร

             ๑๒. หากพบใบเหลืองทั้งต้น ให้ราดดินด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ดังนี้
                           - ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ๘๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐ - ๕๐ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ
                           - สารเมทาแลกซิล ๒๕% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๓๐ - ๕๐ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร โดยร่วมกับการใช้ฟอสโฟนิก แอซิด ๔๐% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา ๑ : ๑ ใส่กระบอกฉีดยาแล้วฉีดเข้าลำต้น

             ๑๓. ถ้าพบกิ่งแห้งที่มีรอยเจาะทำลายของมอด ให้ตัดไปเผาไฟทิ้ง

 

ที่มา  :   ๑. กรมวิชาการเกษตร
             ๒. สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร  กรมส่งเสริมการเกษตร
             ๓. https://www.technologychaoban.com/agricultural-technology/article_35761

ที่ปรึกษา      :  นางจิระนุช  ชาญณรงค์กุล  ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย
    
                    นางสาวสุมนา  สิมาสฤษฏ์  ผู้อำนวยการกลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช

เรียบเรียงโดย :  นางสาวเบญจมาภรณ์  ชุ่มจิตร  นักวิชาการเกษตรชำนาญการ     กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย

Download ดาวน์โหลดเอกสาร

Update Date : บันทึกเมื่อ : 23/07/2561