ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๘๙ ประจำวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๐ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (Brown planthopper)


ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๘๙ ประจำวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๐

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (Brown planthopper)

            เตือนชาวนาทุกภาคของประเทศไทย จากข้อมูลการสำรวจแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูข้าวพบการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลหลายจังหวัดในเขตภาคกลาง เนื่องจากช่วงนี้สภาพอากาศเหมาะสมต่อการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โดยเฉพาะในพื้นที่การปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น พันธุ์ปทุมธานี๑ ชัยนาท๑ ชัยนาท๒ และชัยนาท๘๐ เป็นต้น ดังนั้น เกษตรกรควรเฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และควรหมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ หากพบให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านโดยทันที เพื่อหาแนวทางควบคุมและป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Nilaparvata lugens

วงศ์  :   Delphacidae

อันดับ  :   Homoptera

ชื่อสามัญอื่น :   เพลี้ยกระโดด เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยหลุม และเพลี้ย

รูปร่างลักษณะ
             เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นแมลงปากดูด ตัวเต็มวัยมีขนาดยาวประมาณ ๓ มิลลิเมตร กว้าง ๑ มิลลิเมตร ลำตัวมีสีน้ำตาลจนถึงสีน้ำตาลปนดำ มีรูปร่าง ๒ ลักษณะ คือ ชนิดปีกยาว (macropterous form) และชนิดปีกสั้น (brachyterous form) ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ ตัวเต็มวัยมีชีวิตประมาณ ๒ สัปดาห์ ตัวเมียชนิดปีกยาวสามารถวางไข่ได้ ๑๐๐ ฟอง และตัวเมียชนิดปีกสั้นสามารถวางไข่ได้ ๓๐๐ ฟอง ในช่วงชีวิต ๒ สัปดาห์ โดยตัวเมียจะวางไข่เป็นกลุ่มเรียงแถวที่เส้นกลางใบหรือกาบใบ กลุ่มละประมาณ ๘ - ๑๐ ฟอง ซึ่งมองเห็นเป็นรอยช้ำสีน้ำตาลตรงบริเวณที่วางไข่ และไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนภายใน ๗ - ๙ วัน ตัวอ่อนลอกคราบ ๕ ครั้ง ภายในระยะเวลา ๑๑ - ๑๗ วัน เพื่อเป็นตัวเต็มวัยโดยทั่วไปแล้วตัวเมียมีอายุเฉลี่ยประมาณ ๑๕ วัน ส่วนตัวผู้มีอายุเฉลี่ยประมาณ ๑๓ วัน ตัวเต็มวัยชนิดปีกสั้นบินไม่ได้ จะอาศัยอยู่ในแปลงนาดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นข้าวและขยายพันธุ์ ส่วนพวกปีกยาวสามารถบินอพยพไปยังแปลงนาอื่นได้

ลักษณะการทำลาย
            เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นแมลงปากดูด ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยอาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากกาบใบข้าวบริเวณโคนต้นเหนือระดับน้ำเล็กน้อย หรือที่เส้นกลางใบหลังใบข้าวโดยใช้ปากแทงดูดกินน้ำเลี้ยงจากท่อน้ำและท่ออาหาร ทำให้ต้นข้าวแสดงอาการใบเหลืองเติบโตช้า ถ้าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดรุนแรง ต้นข้าวจะแสดงอาการไหม้ แห้งคล้ายถูกน้ำร้อนลวก เรียกว่า ฮอพเพอร์เบิร์น “hopper burn” ทำให้ข้าวแห้งตาย เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถทำลายข้าวได้ทุกระยะสามารถพัฒนาและปรับตัวให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและอาหาร เช่น เมื่อมีอาหารมากจะพัฒนาตัวเองเป็นชนิดปีกสั้นและขยายพันธุ์ได้มาก แต่เมื่ออาหารมีน้อยจะพัฒนาตัวเองเป็นชนิดปีกยาวเพื่ออพยพไปยังแหล่งอาหารอื่น

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้
          ๑. ในฤดูปลูกถัดไปควรปลูกข้าวพันธุ์ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น กข๖  กข๓๑ กข๔๑  กข๔๗  สุพรรณบุรี๒  สุพรรณบุรี๓  สุพรรณบุรี๙๐  พิษณุโลก๒  เป็นต้น และไม่ควรปลูกพันธุ์เดียวติดต่อกันเกิน ๔ ฤดูปลูก ควรปลูกสลับกันระหว่างพันธุ์ต้านทานสูงกับพันธุ์ทนทานหรือพันธุ์อ่อนแอปานกลาง โดยพิจารณาอายุเก็บเกี่ยวให้ใกล้เคียงกัน เพื่อลดความเสียหายเมื่อเกิดการระบาดรุนแรง
          ๒. สำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำองค์ประกอบต่างๆ ของระบบนิเวศในแปลงนามาวิเคราะห์ และตัดสินใจด้วยตนเองในการจัดการแปลงในสถานการณ์จริง
          ๓. ในแหล่งที่มีการระบาด และควบคุมระดับน้ำในนาได้ หลังปักดำหรือหว่าน ๒ – ๓ สัปดาห์จนถึงระยะตั้งท้องควบคุมน้ำในแปลงนาให้พอดินเปียก หรือมีน้ำเรี่ยผิวดินนาน ๗ – ๑๐ วัน แล้วปล่อยขังทิ้งไว้ให้แห้งเองสลับกันไป จะช่วยลดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
          ๔. ในกรณีที่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีปริมาณน้อยกว่า ๑๐ ตัวต่อกอ สามารถใช้เชื้อราบิวเวอเรีย (เชื้อสด) อัตรา ๑ กิโลกรัม (๒ ถุง) ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ควรพ่นในบริเวณที่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและควรพ่นในเวลาเย็น เพื่อควบคุมการระบาด
          ๕. กรณีที่เกิดการระบาด โดยพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลปริมาณ ๑๐ ตัวต่อกอ หรือมากกว่า สามารถใช้สารป้องกันกำจัดแมลง โดยให้เลือกใช้ตามอายุของข้าว ดังนี้
             ๕.๑ ข้าวหลังหว่าน ถึงอายุ ๔๐ วัน พบตัวอ่อนระยะที่ ๑ – ๒ จำนวนมากกว่า ๕ ตัวต่อต้น ให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนี้
                     - บูโพรเฟซิน ๑๐% ดับบลิวพี อัตรา ๒๕ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ
                     - บูโพรเฟซิน / ไอโซโพรคาร์บ ๕% / ๒๐% ดับบลิวพี อัตรา ๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ
                     - อีโทเฟนพรอกซ์ ๑๐% อีซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
             ๕.๒ ข้าวอายุ ๔๑ – ๖๐ วัน พบตัวอ่อนสีน้ำตาล และตัวเต็มวัยชนิดปีกสั้น มากกว่า ๑ ตัวต่อต้น ให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนี้
                     - อีโทเฟนพรอกซ์ ๑๐% อีซี อัตรา ๒๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ
                     - ไดโนทีฟูแรน ๑๐% ดับบลิวพี อัตรา ๑๕ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
                     - ไพมิโทซิน ๕๐% ดับบลิวจี อัตรา ๑๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
             ๕.๓ ข้าวอายุ ๖๑ – ๘๐ วัน พบตัวอ่อนสีน้ำตาล และตัวเต็มวัยชนิดปีกสั้น มากกว่า ๑ ตัวต่อต้น ให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนี้
                     - ไพรมิโทซิน ๕๐% ดับบลิวจี อัตรา ๑๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ
                     - ไดโนทีฟูแรน ๑๐% ดับบลิวพี อัตรา ๑๕ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ
                     - คาร์โบซัลเฟน ๒๐% อีซี อัตรา ๑๑๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
ในกรณีที่เกิดการระบาดอย่างรุนแรง ให้ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลง คือ สารไพรมิโทซิน ๕๐% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา ๑๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร (เมื่อพบจำนวนมวนเขียวดูดไข่มาก) และสารซัลฟอกซาฟอร์ ๕๐% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา ๑๒ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร (เมื่อพบจำนวนมวนเขียวดูดไข่น้อย)

 

ที่มา :  กรมการข้าว
เรียบเรียงโดย :  กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย

Download ดาวน์โหลดเอกสาร

Update Date : บันทึกเมื่อ : 25/06/2560