ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๕๗ ประจำวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๑ หนู (Rat)


ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๕๗ ประจำวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๑
หนู (Rat)

            เตือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในแถบจังหวัดภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะจังหวัดน่าน พะเยา แพร่ และจังหวัดใกล้เคียง ระวังการระบาดและเข้าทำลายของหนูในนาข้าว ซึ่งในสภาวะปกติหนูสามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี แต่เนื่องจากในช่วงนี้พื้นที่ดังกล่าวมีสภาพแวดล้อมเหมาะต่อการแพร่ขยายพันธุ์และเพิ่มจำนวนประชากรของหนูในนาข้าว จึงมีความจำเป็นที่เกษตรกรต้องสำรวจติดตามสถานการณ์การระบาดอย่างต่อเนื่อง หากพบการระบาดให้ดำเนินการควบคุมและป้องกันกำจัดทันทัน หรือหากไม่ทราบวิธีการในการป้องกันกำจัด ให้ขอคำแนะนำได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

ชื่อวิทยาศาสตร์
๑. หนูพุกใหญ่หรือหนูแผง  Bandicota indica (Bechstein)
๒. หนูพุกเล็ก  Bandicota savilei (Thomas)
๓. หนูนาท้องขาวหรือหนูนา  Rattus argentiventer (Robinson and Kloss)
๔. หนูนาหรือหนูสวน  Rattus losea (Swinhoe)
๕. หนูหริ่งนาหางยาว  Mus caroli (Bonhote)
๖. หนูหริ่งนาหางสั้น  Mus cervicolor (Hodgson)

วงศ์ : Muridae

 

รูปร่างลักษณะ

หนูศัตรูข้าวที่สำคัญในประเทศไทย มี ๖ ชนิดคือ
           ๑. หนูพุกใหญ่หรือหนูแผง (Great Bandicoot) จัดเป็นหนูศัตรูข้าวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด น้ำหนักตัวเต็มวัยประมาณ ๔๐๐ – ๖๐๐ กรัม ขนตามลำตัวมีสีดำ บางครั้งอาจมีสีน้ำตาล บริเวณด้านหลังจะมีขนแข็งโผล่ออกมาเห็นได้ชัด เท้ามีสีดำ ท้องสีเข้ม หน้าค่อนข้างสั้น เท้าหลังจะมีความยาวมากกว่า ๕๐ มิลลิเมตร
           ๒. หนูพุกเล็ก (Lesser Bandicoot) มีลักษณะคล้ายหนูพุกใหญ่มาก ทั้งนิสัยชอบขู่และสีขนตามลำตัว แต่ต่างกันที่เท้าไม่ดำ และไม่มีขนแผงบริเวณหลัง น้ำหนักตัวเต็มวัยประมาณ ๒๐๐ – ๕๐๐ กรัมเท้าหลังจะมีความยาวน้อยกว่า ๔๑ มิลลิเมตร
           ๓. หนูนาท้องขาวหรือหนูนา (Rice - field rat) เป็นหนูที่มีขนาดปานกลาง น้ำหนักเมื่อโตเต็มวัยประมาณ ๑๐๐ – ๒๐๐ กรัม ขนตามลำตัวมีสีน้ำตาล เมื่อใช้มือลูบย้อนขนจะรู้สึกเจ็บมือ เนื่องจากมีขนแข็งสีขาวแทรกอยู่ ลักษณะแข็งกว่าปกติ มีขนสีดำพาดบนหลังเท้า
          ๔. หนูนาหรือหนูสวน (Lesser rice - field rat) เป็นหนูที่มีขนาดเล็กกว่าหนูนาท้องขาว น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยประมาณ ๙๐ – ๑๐๐ กรัม ขนตามลำตัวคล้ายหนูนาท้องขาว แต่นุ่มไม่มีขนชนิดแข็งแทรก ขนใต้ท้องมีสีเข้มออกดำ มีหน้าสั้นกว่าหนูนาท้องขาว
          ๕. หนูหริ่งนาหางยาว (Ryukyu mouse) เป็นหนูนาที่มีขนาดเล็กมาก น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ย ๑๒ กรัมขนใต้ท้องสีขาว ฟันหน้าด้านบนตรง ด้านล่างสีเข้มกว่าฟันหนู
ชนิดอื่น คือออกสีน้ำตาล จมูกสั้นเมื่อมองกระโหลกตรงทางด้านบนจะเห็นฟันหน้ายื่นเลยจมูก หางสองสี ด้านบนดำ ด้านล่างสีขาวหางยาวกว่าลำตัวและหัวรวมกัน
          ๖. หนูหริ่งนาหางสั้น (Fawn - coloured mouse) เป็นหนูนาที่มีขนาดเล็ก ขนาดพอกับหนูหริ่งนาหางยาว ความยาวของหางจะสั้นกว่าความยาวของหัวและลำตัวรวมกัน หางด้านบนสีเทา ด้านล่างสีขาว ท้องเทา เท้าสีขาว ฟันด้านล่างจะมีสีอ่อนกว่าหนูหริ่งชนิดแรก จมูกยาวและยื่นเกินฟันหน้า

ลักษณะการทำลายและการระบาด
           
หนูจะกัดทำลายข้าวให้ได้รับความเสียหาย ตั้งแต่เริ่มหว่านข้าวไปจนกระทั่งเก็บเกี่ยว รวมถึงข้าวในยุ้งฉาง หลังจากที่เกษตรกรหว่านข้าวลงในนา หรือเมื่อข้าวงอกหนูจะกัดทำลาย ทั้งกัดกินและกัดเพื่อลับฟันของมัน โดยหนูพุก หรือหนูนาท้องขาวจะกัดต้นข้าวเป็นรอยเฉียงรูปปากฉลาม สูงจากพื้นดินประมาณ ๑๐ เซนติเมตร ต้นข้าวจะขาดและล้มลงดิน แล้วจึงกัดกินเมล็ดข้าว ถ้าเป็นหนูหริ่งซึ่งเป็นหนูที่มีขนาดเล็กจะไต่ขึ้นต้นข้าวจนถึงคอรวงเพื่อกัดกินเมล็ดข้าว

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้
           ๑. การป้องกันกำจัดหนูโดยไม่ใช้สารเคมีก่อนการปลูกข้าว
               ๑.๑ สำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นในนาข้าว
               ๑.๒ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในนาข้าว เช่น ปรับคันนาให้เล็กพอสำหรับที่จะกักน้ำได้เท่านั้น หรือลดขนาดของคันนาลง เนื่องจากคันนาใหญ่และจอมปลวกจะเป็นที่อยู่อาศัยอย่างดีของหนู กำจัดวัชพืชบริเวณคันนา ทำให้หนูไม่มีที่หลบซ่อนตัวจากศัตรูธรรมชาติ ประชากรหนูก็จะลดลงไปเอง
               ๑.๓ การขุดหนู โดยใช้จอบหรือเสียมสามารถกำจัดหนูได้ทั้งรังและที่อยู่อาศัยของมัน แต่การขุดต้องใช้แรงงานและสิ้นเปลืองเวลา
               ๑.๔ การล้อมจับ ตี การใช้หน้าไม้ ฉมวก หรือกับดัก สามารถลดประชากรหนูได้
               ๑.๕ อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติเพื่อกำจัดหนู เช่น งู นกแสก นกฮูก นกเค้าแมว เหยี่ยว พังพอน
          ๒. การป้องกันกำจัดหนูโดยใช้สารเคมีก่อนการปลูกข้าว
               ๒.๑ โดยก่อนการปลูกข้าวประมาณ 2 สัปดาห์หรือในระหว่างการเตรียมดิน ควรใช้สารเคมีกำจัดหนูเพื่อลดประชากรของหนูให้เหลือน้อยลงมากที่สุด โดยใช้สารเคมีประเภทออกฤทธิ์เร็ว เช่น ซิงค์ฟอสไฟด์ ผสมกับปลายข้าวในอัตราส่วนของซิลมูริน 1 ส่วน ต่อปลายข้าว20 ส่วน โดยน้ำหนักเป็นเหยื่อพิษ นำเหยื่อพิษที่เตรียมไปวางตามรอยที่พบตามคันนา หรือตามรูหนูที่พบปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะระยะ 5 - 10 เมตร สารเคมีประเภทออกฤทธิ์เร็วนี้ ถ้าใช้มากกว่า 1 ครั้ง หนูจะเกิดการเข็ดต่อเหยื่อพิษและหนูจะไม่มากินเหยื่อพิษชนิดซ้ำอีก ควรเปลี่ยนมาใช้สารเคมีกำจัดหนูชนิดออกฤทธิ์ช้า เช่น สะตอม(0.005%) คลีแร็ท (0.005%) หรือ เส็ด (0.005%) ซึ่งเป็นเหยื่อพิษสำเร็จรูป ไปวางตามคันนา หรือแหล่งที่พบร่องรอยหนู โดยแต่ละก้อน หรือถุงวางห่างกันประมาณ 5 - 10 เมตร
               ๒.๒ ระหว่างการปลูกข้าว เมื่อข้าวตั้งตัวได้แล้ว ให้ใช้เหยื่อพิษประเภทออกฤทธิ์ช้า วางในนาข้าวที่ต้องการป้องกันกำจัดหนูเดือนละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 3 ครั้ง ก็เพียงพอสำหรับการควบคุมประชากรหนู

 

ที่มา  :  กรมการข้าว , กรมส่งเสริมการเกษตร

ที่ปรึกษา      :  นางจิระนุช  ชาญณรงค์กุล  ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย
                         
นางสาวสุมนา  สิมาสฤษฏ์  ผู้อำนวยการกลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช

รียบเรียงโดย :  นางสาวเบญจมาภรณ์  ชุ่มจิตร  นักวิชาการเกษตรชำนาญการ
                           น
ายสามารถ  ศรีวิลัย  นักวิชาการเกษตรชำนาญการ
                           
กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช  กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย

Download ดาวน์โหลดเอกสาร

Update Date : บันทึกเมื่อ : 30/06/2561