ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๑๖ ประจำวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ โรคเหี่ยวสับปะรด


ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๑๖ ประจำวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
โรคเหี่ยวสับปะรด (pineapple mealybug wilt)

            เตือนเกษตรกรที่ปลูกสับปะรดในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียในจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดใกล้เคียง เนื่องจากพบการระบาดของโรคเหี่ยวสับปะรดในอำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ประกอบกับช่วงนี้สภาพอากาศแห้งแล้งเหมาะต่อการระบาดของเพลี้ยแป้งซึ่งเป็นแมลงพาหะถ่ายทอดเชื้อไวรัสสู่ต้นสับปะรด ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบการอาการของโรคเหี่ยว โดยพบเพลี้ยแป้งอาศัยอยู่บริเวณแปลง สับปะรดแสดงอาการเริ่มแรกปลายใบเริ่มแห้ง หรือพื้นที่ของใบจะเริ่มมีสีม่วงแดงจากปลายใบลามเข้าเนื้อใบ ขอบใบจะลู่ลงหรือม้วนเข้าหาด้านใต้ใบ ต่อมาใบจะมีลักษณะแห้งคล้ายอาการขาดน้ำ ขอบใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลม้วนลงมาเพิ่มมากขึ้น พื้นใบมีสีม่วงแดงตลอดทั้งใบ ใบจะแห้งเหี่ยวทั้งกอในที่สุด ให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัดเพื่อหาแนวทางดำเนินการควบคุมและป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง ผลผลิตเสียหายหรือเสียคุณภาพ

เชื้อสาเหตุ  :  เชื้อไวรัส  Pineapple mealybug wilt-associated virus (PMWaVs)

ลักษณะอาการ
            อาการเริ่มจากปลายใบแห้ง พื้นใบสีม่วงแดงลามจากปลายใบเข้าสู่เนื้อใบขอบใบลู่หรือม้วนเข้าหาด้านใต้ใบ ต่อมาใบแห้งคล้ายขาดน้ำ ใบแผ่แบน และขอบใบม้วนมากขึ้นเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เนื้อใบมีสีม่วงแดงตลอดทั้งใบ ใบสลดหรืออ่อนตัวอย่างชัดเจน ระยะสุดท้าย ใบจะแห้งเหี่ยวทั้งกอและรากสั้นแตกแขนงน้อย รากส่วนใหญ่เน่าแห้งตาย แสดงอาการตั้งแต่อายุ 6 เดือน ถึงเก็บเกี่ยว ระบาดมากในระยะบังคับให้ออกดอก หากเกิดระยะติดผลทำให้ผลเล็ก แคระแกร็น คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน หากเป็นรุนแรง จะไม่ให้ผลผลิต พันธุ์ปัตตาเวียอ่อนแอมากที่สุด การแพร่กระจายของโรคครั้งแรก เกิดขึ้นในกลุ่มพื้นที่เล็กๆ หลังจากนั้นจะลุกลามเป็นวงกว้าง

การแพร่ระบาด
            เกิดจากการนำหน่อหรือจุกจากต้นที่เป็นโรคไปปลูก มีเพลี้ยแป้งเป็นแมลงพาหะนำโรค และเพลี้ยแป้งจะอาศัยมด ได้แก่ มดคันไฟ และมดหัวโต เป็นตัวพาเพลี้ยแป้งให้แพร่กระจายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้
            ในปัจจุบันยังไม่มีสารเคมีชนิดใดที่สามารถควบคุมไวรัสหลังจากเข้าไปแพร่กระจายในต้นพืชได้ กรมส่งเสริมการเกษตรขอแนะแนวทางป้องกันการระบาดของโรค ดังนี้

            ๑. สำรวจแปลงปลูกสับปะรดอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
            ๒. เมื่อพบต้นเป็นโรคให้ถอนต้นสับปะรดที่แสดงอาการใส่ถุงพลาสติกไปทำลายนอกแปลง ขณะเคลื่อนย้ายต้องระมัดระวังไม่ให้เพลี้ยแป้งร่วงลงสู่พื้น
            ๓. เมื่อพบการระบาดของเพลี้ยแป้งหลังปลูกให้ใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดเฉพาะจุดที่พบเพลี้ยแป้ง และรัศมีโดยรอบ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแพร่กระจายของเพลี้ยแป้ง โดยให้พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงชนิดใดชนิดหนึ่งตามคำแนะนำ ดังนี้
                        - ไทอะมีโทแซม ๒๕% ดับเบิ้ลยูจี (WG) อัตรา ๒ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
                        - ไดโนทีฟูแรน ๑๐% ดับเบิ้ลยูจี (WP) อัตรา ๒๐ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
                        - อิมิดาโคลพริด ๑๐% เอสแอล (SL) อัตรา ๒๐ มิลลิลิตร ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
                        - อะเซททามิพริด ๒๐% เอสพี (SP) อัตรา ๑๐ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
โดยพ่นเป็นวงรัศมีรอบๆ บริเวณที่พบเพลี้ยแป้ง แต่ต้องหยุดพ่นในช่วงที่สับปะรดติดผลอ่อน เพื่อไม่ให้มีพิษตกค้าง

ในฤดูถัดไป
            ๑. การจัดสภาพแวดล้อมไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของมดและเพลี้ยแป้ง โดยเริ่มตั้งแต่ทำความสะอาดแปลง เก็บวัชพืช ซากพืช ออกจากแปลงหลังเก็บเกี่ยว
            ๒. การเตรียมดินให้ตัดต้นและปั่นตอเก่าสับปะรดทิ้งไว้ ๒ - ๓ เดือน พร้อมทั้งเก็บซากเหง้าต้นสับปะรดและซากวัชพืชออกมาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อกำจัดไวรัสและแมลงพาหะที่ยังอาศัยอยู่ ก่อนปลูกต้องมีการไถและพรวนดินหลายๆ ครั้ง ตากดินอย่างน้อย ๒ สัปดาห์ เพื่อลดปริมาณเพลี้ยแป้งและศัตรูชนิดอื่นที่อยู่ในดิน
            ๓. ใช้หน่อพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเพลี้ยแป้งและโรคเหี่ยว และหลีกเลี่ยงการนำหน่อหรือจุกพันธุ์สับปะรดจากแหล่งที่มีการระบาดของโรคไปปลูกหรือขยายพันธุ์ในแหล่งที่ยังไม่มีโรคนี้ระบาด
            ๔. แช่หน่อพันธุ์เพื่อกำจัดเพลี้ยแป้งที่ติดมากับหน่อพันธุ์ และสามารถป้องกันการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้งได้ประมาณ ๑ เดือน โดยการแช่หน่อพันธุ์สับปะรดก่อนปลูกด้วยสารเคมีกำจัดแมลงนานประมาณ ๕ – ๑๐ นาที ด้วยสารเคมีกำจัดแมลงชนิดใดชนิดหนึ่งดังต่อไปนี้
                        - ไทอะมีโทแซม ๒๕% ดับเบิ้ลยูจี (WG) อัตรา ๒ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
                        - ไดโนทีฟูแรน ๑๐% ดับเบิ้ลยูจี (WP) อัตรา ๒๐ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
                        - อิมิดาโคลพริด ๑๐% เอสแอล (SL) อัตรา ๒๐ มิลลิลิตร ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
            ๕. การใช้เหยื่อพิษกำจัดมด หว่านสาร ไฮดราเมทิลโนน ๐.๗๓% GR อัตรา ๒๗๕ กรัม ต่อไร่ หว่าน ๒ ครั้ง โดยหว่านพร้อมปลูก และหลังปลูก ๖ เดือน

 

ทีมา  :   ๑. กรมส่งเสริมการเกษตร
           ๒. กรมวิชาการเกษตร
เรียบเรียงโดย  :  กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย

Download ดาวน์โหลดเอกสาร

Update Date : บันทึกเมื่อ : 26/02/2561