ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๑๑๔ ประจำวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๐ โรคดอกเน่าดาวเรือง


ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๑๑๔ ประจำวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๐
โรคดอกเน่าดาวเรือง

            เตือนเกษตรกรผู้ปลูกดาวเรืองในทุกภาคของประเทศ เนื่องจากช่วงนี้สภาพอากาศมีความชื้นสูง ขอให้เกษตรกรเฝ้าระวังการเกิดโรคดอกเน่า โดยเฉพาะดาวเรืองที่อยู่ในระยะเริ่มออกดอกถึงระยะดอกบาน ซึ่งมักพบโรคนี้ระบาดในช่วงฤดูฝนหรือในช่วงสภาพอากาศมีความชื้นสูง โรคดอกเน่าเป็นโรคที่สำคัญ และทำความเสียหายแก่ดอกดาวเรืองทำให้ไม่สามารถเก็บผลิตขายได้ ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงดาวเรืองอย่างสม่ำเสมอ หากพบอาการ ให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้านเพื่อหาแนวทางดำเนินการควบคุม และป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง

เชื้อสาเหตุ :  เชื้อรา Alternaria sp.
                เชื้อรา Botrytis sp.
                เชื้อรา Colletotrichum sp.

ลักษณะอาการ
            อาการที่เกิดจากเชื้อรา Alternaria sp. จะเริ่มแสดงอาการตั้งแต่ออกตุ่มดอก จนถึงช่วงที่ดอกกำลังพัฒนา เชื้อราเข้าทำลายก้านดอก กลีบเลี้ยง กลีบดอก ทำให้กลีบเลี้ยงไหม้เป็นสีน้ำตาล โดยเฉพาะส่วนของกลีบดอกจะทำให้กลีบดอกช้ำ ในฤดูฝนกลีบดอกจะไหม้เปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาล แผลเน่าแห้งมีผงเชื้อราสีเทาหรือดำขึ้นปกคลุมอยู่บนกลีบดอก ถ้าเชื้อเข้าทำลายช่วงดอกกำลังบานจะทำให้กลีบเลี้ยงเน่ารัดตัว ดอกไม่บาน หรือทำลายบริเวณฐานรองดอกจะมีแผลสีน้ำตาลอ่อนข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้ลักษณะดอกดาวเรืองที่เป็นโรคนั้นบานครึ่งเดียว

            อาการที่เกิดจากเชื้อรา Botrytis sp. จะเกิดขึ้นหลังดอกบานเต็มที่แล้ว โดยบริเวณกลางดอก โคนดอกกลีบดาวเรืองจะเริ่มมีแผลสีน้ำตาล และจะลามไปทั้งดอก ทำให้ดอกเน่าแฉะ ตอนเช้าอาจสังเกตเห็นก้านชูสปอร์ และสปอร์ของเชื้อรางอกอยู่บริเวณแผลโดยสปอร์จะปลิวไปตามลม ทำให้เกิดการระบาดทั่วทั้งแปลง

            อาการที่เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum sp. หากเกิดในระยะที่ดอกกำลังเริ่มเป็นดอกตูมจะทำให้ดอกไม่สามารถบาน หากเชื้อเข้าทำลายในระยะที่ดอกบานอาการเน่าเป็นวงแหวน บริเวณกลางดอก โดยดอกที่เกิดโรคกลีบดอกจะเน่าเป็นสีน้ำตาลลามเข้าไปทางโคนกลีบ ทำให้ดอกมีสีน้ำตาลดำ เชื้อเข้าทำลายจากดอกลามสู่ลำต้น

การแพร่ระบาด
สปอร์ของเชื้อราจะติดไปกับเมล็ดพันธุ์ ปลิวไปตามลม และแพร่กระจายไปกับน้ำที่รด หรือกระเด็นไปกับน้ำฝน พบการเกิดโรคตลอดปี จะทำความเสียหายในฤดูฝนช่วงความชื้นสูง

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้

            ๑. สำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ

            ๒. หากพบว่ามีอาการของโรคภายในแปลงปลูกให้เก็บแล้วเผาทำลายเพื่อป้องกันการระบาดของโรคไปยังต้นอื่นๆ

            ๓. ให้ระมัดระวังการให้น้ำ อย่าให้ชุ่มมากจนเกินไป โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน หรือในช่วงที่มีอากาศร้อน นอกจากนี้ในแปลงปลูกหากสามารถใช้ระบบน้ำหยด จะสามารถ ลดการเปียกของต้นทำให้ลดการระบาดของโรคได้เป็นอย่างมาก

            ๔. ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา อัตรา ๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร รดแปลง หรือพ่นให้ต้นพืช ทุก ๑๕ วัน

            ๕. ถ้าระบาดมาก พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช
                   - คลอโรธาโลนิล อัตรา ๒๐ - ๓๐ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ

                   - ไซเนบ อัตรา ๕๐ - ๑๐๐ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
                   - คาร์เบนดาซิม อัตรา ๓๐ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

ในฤดูถัดไป

            ๖. เลือกใช้ต้นพันธุ์ที่ปลอดโรค มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้

            ๗. ควรเลือกพื้นที่ปลูกที่ไมเคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน

            ๘. ใส่เชื้อราไตรโคเดอร์มาลงในดินแปลงเพาะกล้า โดยผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ อัตราส่วน 0.5 กิโลกรัม ต่อ 50 กิโลกรัม หว่านลงในแปลงก่อนหว่านเมล็ดพืช

            ๙. ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูก อัตรา ๕๐ กรัม ต่อเมล็ดพืช ๑ กิโลกรัม เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อราที่อาจติดมากับเมล็ดพันธุ์

 

ที่มา  :   ๑. สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร  กรมส่งเสริมการเกษตร
           ๒. www.thongchalerm.com
           ๓. http://pirun.kps.ku.ac.th/  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เรียบเรียงโดย :  กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย

Download ดาวน์โหลดเอกสาร

Update Date : บันทึกเมื่อ : 24/08/2560