ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๘๔ ประจำวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๐ โรคใบจุดวงมะเขือเทศ


ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๘๔ ประจำวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๐

โรคใบจุดวงมะเขือเทศ (Early Blight Disease of Tomato)

            เตือนเกษตรกรที่ปลูกมะเขือเทศของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมะเขือเทศสำคัญ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่มีอากาศชื้น มีฝนตกชุก ประกอบกับอุณหภูมิสูง เหมาะต่อการระบาดของโรคใบจุดวง ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบอาการจุดเล็กๆ สีน้ำตาลบนใบแก่ หรือแผลค่อนข้างกลม การเจริญของแผลเป็นวงสีน้ำตาลซ้อนกันออกไป หรือบนกิ่ง ลักษณะแผลรียาวไปตามลำต้น สีน้ำตาลปนดำเป็นวงซ้อนกัน ผลแก่ที่เป็นโรคแสดงอาการที่ขั้วผลเป็นแผลสีน้ำตาลดำ และมีลักษณะวงแหวนเหมือนบนใบ ให้รีบขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อดำเนินการหาแนวทางควบคุมและป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง

เชื้อสาเหตุ  :  เชื้อรา Alternaria solani

ลักษณะอาการ
            การเกิดโรคสามารถเกิดได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของมะเขือเทศ ต้นอ่อนที่งอกจากเมล็ดที่มีเชื้อเกาะติดมาจะเกิดอาการคล้าย damping-off โดยเชื้อจะเข้าทำลายส่วนของลำต้นบริเวณโคนเกิดเป็นแผลยาวสีดำจมยุบตัวลงไปจากผิวปกติเล็กน้อย โดยแผลเหล่านี้อาจเกิดเพียง ๑ หรือ ๒ แผล ขึ้นอยู่กับปริมาณและความรุนแรงของเชื้อ ทำให้ต้นกล้าหักล้มแห้งตายหรือไม่ก็ชะงักการเจริญเติบโต
           ในต้นโตอาการจะเกิดขึ้นได้ทั้งที่ใบ ต้น และกิ่งก้าน บนใบอาการจะเริ่มจากจุดแผลสีนํ้าตาลเข้มเล็กๆ อาจกลมหรือเป็นเหลี่ยมขนาดตั้งแต่ ๒ – ๔ มม. แผลจะมีลักษณะเป็นแอ่งจมยุบลงไปจากผิวปกติเล็กน้อยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่ใบแก่ก่อน แผลเหล่านี้จะขยายโตขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นแผลแห้งสีน้ำตาลอาจมีขนาดใหญ่ ๑ -๒ ซม. พร้อมทั้งมีจุดสีดำเล็กๆ เกิดเป็นวงกลมเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ โดยมีจุดศูนย์กลางร่วมกัน (concentric ring) ต่อมาอาการจะพัฒนารุนแรงจนแสดงอาการใบไหม้แล้วแห้งตาย ส่วนบนต้น กิ่งก้าน หรือก้านใบแผลจะมีลักษณะเช่นเดียวกับต้นกล้า แต่จะมีขนาดใหญ่กว่า และเมื่อเป็นรอบต้นหรือกิ่งจะทำให้ต้นหรือกิ่งดังกล่าวหักพับลงกิ่ง หรือต้นที่ล้มหรือหักพับลงนี้หากส่วนของใบที่มีอยู่ยังไม่ตาย หากโน้มกิ่งดังกล่าวลงมาให้แตะกับผิวดินแล้วใช้ดินอีกส่วนหนึ่งกลบทับส่วนของกิ่งให้เหนือแผลขึ้นมาเล็กน้อย ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ ๑ – ๒ สัปดาห์จะมีการสร้างรากใหม่ขึ้นทำหน้าที่ดูดน้ำอาหารขึ้นตรงส่วนที่ดิบกลบทับอยู่ทำให้เจริญงอกงามต่อไปได้อีก ในต้นที่กำลังให้ดอกหากเกิดโรคขึ้นส่วนของดอกอาจจะถูกเชื้อทำลายได้ ทำให้ดอกร่วงไม่ติดผล
           อาการที่ผล โดยปกติแล้วโรคนี้จะไม่ทำลายผลมะเขือเทศ นอกจากพืชอ่อนแอมากๆ เช่น เป็นโรคอื่นอยู่ก่อน ขาดน้ำขาดธาตุอาหารจำเป็นบางชนิดโดยเฉพาะแมกเนเซี่ยม (Mg) แผลมีลักษณะกลมหรือค่อนข้างกลมสีน้ำตาลแก่หรือดำ ขนาดและจำนวนไม่แน่นอนอาจเป็นเพียงจุดเล็กๆ หรือโตขนาดเท่าเหรียญหนึ่งบาท จำนวนอาจจะมีเพียงแผลเดียวไปจน ๕ – ๖ แผล แล้วแต่ความรุนแรงของโรค อาการที่เกิดขึ้นที่ผลนี้หากเป็นในขณะที่ยังอ่อนอยู่ อาจจะแห้งแล้วร่วงหลุดออกจากขั้วในที่สุด

การแพร่ระบาด
            เชื้อสาเหตุโรคสามารถมีชีวิตได้บนเศษซากพืชที่ปล่อยทิ้งไว้ตามดินแปลงปลูก เมื่อถึงฤดูปลูกใหม่ก็จะกลับมาก่อให้เกิดโรคได้อีก นอกจากนั้นการระบาดข้ามฤดูปลูกได้โดยติดปะปนอยู่กับเมล็ดพันธุ์ ส่วนการระบาดระหว่างต้นในช่วงการปลูก ส่วนใหญ่เกิดจากสปอร์หรือโคนีเดียจำนวนมากบนแผลที่ต้น กิ่ง ใบ หลุดออกจากก้านชูสปอร์ปลิวไปตามลม นํ้า แมลง มนุษย์ สัตว์ และสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ทุกชนิด ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เมื่อตกลงบนพืชสิ่งแวดล้อมเหมาะสมก็จะงอกเส้นใยเจริญเติบโตเข้าไปภายในพืชโดยผ่านทางช่องเปิดธรรมชาติ การเข้าทำลาย จะเป็นไปอย่างช้าๆ หากพืชแข็งแรงเจริญเติบโตเป็นปกติโดยจะใช้เวลาประมาณ ๘ – ๑๐ วัน แต่ถ้าพืชอ่อนแอหรือมีแผลเกิดขึ้นเวลาอาจจะสั้นลงเหลือเพียง ๔ – ๕ วัน และระบาดได้รุนแรงในสภาพที่ความชื้นและ อุณหภูมิสูง ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะต่อการระบาดของโรคมาก ๆ จะทำให้อาการจุดวงขยายตัวอย่างรวดเร็ว

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้
            ๑. เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเชื้อปะปนอยู่ หากไม่แน่ใจให้ทำลายเชื้อดังกล่าวโดยนำไปจุ่มแช่ในน้ำอุ่น ๔๕ – ๕๐ องศาเซลเซียส นาน ๒๕ นาที
           ๒. หลังจากเก็บเกี่ยวผลแล้วให้เก็บทำลายเศษซากพืชที่เป็นโรคให้หมดโดยการเผาหรือฝังดิน
           ๓. ปลูกพืชหมุนเวียนโดยใช้พืชอื่นที่ไม่ใช่ตระกูลพริก - มะเขือ (Solanacious) โดยปลูกสลับอย่างน้อย ๓ ปี
           ๔. หลีกเลี่ยงการย้ายกล้าอ่อนของมะเขือเทศไปปลูก ใกล้มะเขือเทศ มันฝรั่งหรือมะเขือยาวที่ปลูกอยู่ก่อน
           ๕. ใช้สารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส คลุกเมล็ดก่อนปลูก และ/หรือผสมกับดินปลูก วัสดุปลูกหรือปุ๋ยอินทรีย์ และพ่นให้ทั่วทั้งต้นทุกๆ ๗ วัน
           ๖. คลุกเมล็ดด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชที่สามารถกำจัดเชื้อสาเหตุที่ติดมากับ เมล็ดพันธุ์ได้ เช่น แมนโคเซบ ไอโพรไดโอน
           ๗. ถ้าระบาดในแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น
                    - ไดเทนเอ็ม-๔๕ แคปแตน แมนโคเซ็บ ๒๐ – ๓๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ
                    - คูปราวิท ไธแรม ซีเน็บ มาเน็บ ๔๐ – ๕๐ กรัมต่อนํ้า ๒๐ ลิตร
โดยให้เลือกใช้สารเคมีเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งทำการฉีดพ่นให้กับต้นมะเขือเทศทุกๆ ๗ – ๑๐ วัน  ถ้าเกิดโรครุนแรง หรือสิ่งแวดล้อมเหมาะสมต่อการทำลายของโรค ก็ให้ร่นระยะเวลาพ่นให้เร็วขึ้นเป็น ๓ – ๕ วัน ต่อครั้ง

 

ที่มา :  ไทยเกษตรศาสตร์. ๒๕๕๖. โรคมะเขือเทศ  (http://www.thaikasetsart.com/)
          Zitter, T.A., Early blight of tomato, Vegetable MD online, Cornell University, Ithaca, NY
          คลินิคพืช, พืชผัก (http://www.agriqua.doae.go.th/plantclinic)
          ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
          โรคแมลงที่พบในมะเขือเทศ, เจียไต๋ (http://www.chiataigroup.com)
เรียบเรียงโดย  กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย

Download ดาวน์โหลดเอกสาร

Update Date : บันทึกเมื่อ : 13/07/2560