ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๘๖ ประจำวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๐ โรคแอนแทรคโนสองุ่น


ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๘๖ ประจำวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๐
โรคแอนแทรคโนสองุ่น (Anthracnose)

            เตือนเกษตรกรชาวสวนองุ่น โดยเฉพาะในสวนที่มีการตัดแต่งกิ่งหรือติดผลอ่อนในช่วงนี้ เนื่องจากสภาพอากาศช่วงนี้ร้อนชื้นเหมาะสมต่อการระบาดของโรคแอนแทรคโนส ซึ่งเป็นโรคที่สำคัญที่ทำความเสียหายให้กับองุ่น การระบาดช้าแต่รุนแรงและรักษายาก และสามารถทำความเสียหายให้กับทุกส่วนขององุ่น ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบอาการของโรคให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัดเพื่อดำเนินการควบคุม และหาแนวทางป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง

เชื้อสาเหตุ  :  เชื้อรา Colletotrichum gloeeosporioides

ลักษณะอาการ
            โรคผลเน่าหรือโรคแอนแทรคโนสนี้ ชาวบ้านมักเรียกว่า "โรคอีบุบ หรือ โรคลุกบุบ" เพราะอาการที่เกิดกับผลนั้นจะเป็นแผลลึกลงไปในเนื้อ โรคนี้ระบาดช้าๆ แต่ก็รุนแรงและรักษายากท บางพื้นที่บางฤดูก็เป็นปัญหาสำหรับการปลูกองุ่นมากเช่นกัน โรคนี้นอกจากจะเป็นที่ผลซึ่งพบได้ทั่วไปแล้วยังเป็นกับเถาและใบด้วย ปกติแล้วโรคแอนแทรคโนสจะทำความเสียหายกับทุกส่วนขององุ่น โดยเฉพาะส่วนที่ยังอ่อนอยู่ เช่น ยอดอ่อน กิ่งอ่อน ใบอ่อน ส่วนที่ผลก็เป็นโรคได้ทั้งในระยะผลอ่อนจนถึงระยะผลโต

            อาการที่ผล เชื้อราสามารถเข้าทำลายผลองุ่นได้ทุกขนาด ตั้งแต่เล็กจนโต ในผลอ่อนที่เป็นโรคจะเห็นจุดสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลเข้ม และบุ๋มลงไปเล็กน้อย ขอบแผลสีเข้ม ถ้าอากาศชื้นจะเห็นจุดสีชมพู สีส้มตรงกลางแผล ส่วนในผลแก่จะเห็นบริเวณเน่าเป็นสีน้ำตาล มีจุดสีชมพู สีส้ม เกิดขึ้นบริเวณตรงกลางแผลเต็มไปหมด ถ้าอาการรุนแรงจะทำให้ผลแห้ง เปลือกเหี่ยว ผลติดกับช่อไม่ร่วงหล่น เมื่อโดนน้ำหรือน้ำค้าง เชื้อราก็ระบาดจากผลที่เป็นแผลไปยังผลอื่นๆ ในช่อจนกระทั่งเน่าเสียหมดทั้งช่อ

            อาการที่ใบ ในระยะที่เป็นโรคจะเห็นที่ใบเป็นจุดเล็กๆ สีน้ำตาลเป็นแผลมีรูปร่างไม่แน่นอน ตรงกลางแผลมีสีน้ำตาลอ่อนหรือสีเทา ขอบแผลสีน้ำตาลเข้ม ถ้าอากาศแห้งตรงที่เป็นแผลจะหลุดหายไป ทำให้ใบเป็นรู บางครั้งใบก็ม้วนงอลงมาด้านล่างแต่ไม่ร่วงในทันที ใบที่เป็นโรคจะไม่เติบโตต่อไปเมื่อเป็นโรคมากขึ้นใบจะร่วง

            ยอดอ่อน จะเป็นจุดเล็กๆ สีน้ำตาลเข้ม ต่อมาขอบแผลจะขยายออกตามความยาวของกิ่งคือ รอยแผลหัวแหลมท้ายแหลม ขอบแผลเป็นสีน้ำตาลแก่ถึงสีดำ กลางแผลสีดำขรุขระ ในฤดูฝนอากาศมีความชื้นมากจะเห็นเป็นจุดเล็กๆ สีชมพูอยู่ตรงกลางแผล ถ้าเป็นแผลมากๆ ยอดจะแคระแกร็น มีการแตกยอดอ่อนมาก แต่แตกออกมาแล้วแคระแกร็น ใบที่แตกออกมาใหม่จะมีขนาดเล็กสีซีดผิดปกติและกิ่งจะแห้งตายในที่สุด

การแพร่ระบาด
            เชื้อราแพร่ระบาดทางลมและทางหยดน้ำ จากใบลงสู่ผลองุ่น และเข้าทำลายทางแผลบริเวณก้นผลองุ่นได้ง่าย เชื้อราสามารถอยู่ตามเศษซากองุ่นที่เป็นโรค

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้
            ๑. สำรวจแปลงองุ่นอย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์
            ๒. ทำความสะอาดสวน เก็บกวาดกิ่งใบองุ่นที่ตกอยู่ใต้ต้นไปเผาทิ้งหรือฝังดินให้หมดเพราะส่วนต่างๆ เหล่านี้เป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรคได้
            ๓. ตัดแต่งกิ่ง จัดกิ่งให้โปร่งจะช่วยลดปัญหาได้มาก โดยเฉพาะในช่วงที่โรคระบาดมาก
            ๔. เมื่อพบว่าองุ่นเป็นโรคให้ตัดส่วนที่เป็นโรคออกไปเผาทำลายนอกแปลง
            ๕. หากจำเป็นต้องพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชแนะนำ ดังนี้
                ในระยะเริ่มออก
                     - คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ (copper oxychloride) อัตราตามคำแนะนำ

                ควบคุมโรคในสวนก่อนระยะเก็บเกี่ยว
                     - คาร์เบนดาซิม (carbendazim) อัตรา ๖ - ๑๒ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร พ่นให้ทั่วต้นพืช หรือพ่นดอกขณะที่ดอกยังเล็กอยู่

                กำจัดโรค
                     - เบนโนมิล อัตรา ๑๐ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ
                     - แคปแทนหรือมาแนป อัตรา ๔๘ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

 

ที่มา  :   ๑. เอี่ยน  ศิลาย้อย. ๒๕๓๖. โรคขององุ่นและการป้องกันกำจัด
            ๒. โรคไม้ผลหลังการเก็บเกี่ยว. กรมวิชาการเกษตร   (http://www.doa.go.th/pprdo/images/doc/text2.pdf)

เรียบเรียงโดย  :  กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย

 

Download ดาวน์โหลดเอกสาร

Update Date : บันทึกเมื่อ : 15/06/2560