ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๑๔๑ ประจำวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ โรคราน้ำค้างพืชผัก (Downy Mildew Disease)


ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๑๔๑ ประจำวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
โรคราน้ำค้างพืชผัก (Downy Mildew Disease)

            เตือนเกษตรกรที่ปลูกพืชผักทุกชนิดต้องระมัดระวังโรคราน้ำค้างที่มักพบในพืชตระกูลแตง ตระกูลกะหล่ำ รวมถึงข้าวโพดฝักอ่อนทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเข้าสู่ต้นฤดูหนาว สภาพอากาศชื้น มีหมอกในตอนเช้า ซึ่งราน้ำค้างเป็นโรคที่พบบ่อยในช่วงที่มีอากาศชื้น เชื้อราสาเหตุชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตและแพร่ระบาด ทำความเสียหายรุนแรงในขณะที่อากาศมีความชื้นสูง อุณหภูมิต่ำระหว่าง ๑๖ - ๒๔ องศาเซลเซียส ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบอาการของกลุ่มผงสีขาวหรือเทาของสปอร์เชื้อราที่ด้านใต้ใบ ให้เตรียมการป้องกัน หรือขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อการควบคุม และหาทางป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง

เชื้อสาเหตุ  :  เชื้อรา Peronospona parasitica

ลักษณะอาการ
            ราน้ำค้างเกิดขึ้นได้กับผักทุกระยะการเจริญเติบโต ตั้งแต่เริ่มงอกจากเมล็ดจนกระทั่งต้นแก่ อาการเริ่มแรกจะเกิดขึ้นที่ด้านใต้ใบโดยจะสังเกตเห็นกลุ่มผงสีขาวหรือเทาของสปอร์และเส้นใยของเชื้อว่าเกิดขึ้นเป็นกลุ่มๆ ต่อมาด้านหลังใบตรงที่เดียวกันก็จะเกิดแผลสีเหลืองๆ เนื่องมาจากเซลล์ตายขึ้นและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลในที่สุด เนื้อใบตรงที่เกิดแผลจะมีลักษณะบางและมีขอบเขตไม่แน่นอน แต่ค่อนข้างจะเป็นรูปเหลี่ยมในกรณีที่เป็นรุนแรง มีแผลเกิดจำนวนมากทั่วไป อาจทำให้ทั้งใบเหลืองและแห้งตาย สำหรับในใบอ่อนหรือใบเลี้ยง เมื่อเริ่มแผลสีเหลืองขึ้นที่ด้านหลังใบใบมักจะหลุดร่วงออกจากต้นก่อนที่จะแสดงอาการมากกว่านี้ โรคในระยะกล้านี้มักจะรุนแรงทำให้ต้นโทรมอ่อนแอและอาจถึงตายได้
            ในผักที่ใบห่อเป็นหัวเช่นกะหล่ำปลีและผักกาดขาวปลี อาการบนใบที่ห่อจะมีลักษณะแตกต่างไปจากใบปกติที่คลี่ คือจะเกิดเป็นแผลจุดสีดำเป็นแอ่งจมลงไปในเนื้อใบขนาดต่างๆ กัน อาจเป็นเพียงจุดเล็กๆ หรือโตขนาดเหรียญบาทเช่นเดียวกันกับจำนวนแผล อาจมีเพียงไม่กี่แผลหรือเกิดขึ้นเต็มทั้งหัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและความรุนแรงของโรคขณะนั้น บนกะหล่ำดอกและบร๊อคโคลี่นอกจากใบแล้วเชื้ออาจเข้า ทำลายส่วนของดอกหรือช่อดอก ทำให้เกิดแผลสีน้ำตาลหรือดำขึ้นที่ส่วนผิวนอกสุดเป็นหย่อมๆ หรืออาจลามคลุมหมดทั้งดอกหากเป็นมาก

การแพร่ระบาด
            การระบาดระหว่างต้นพืชส่วนใหญ่จะเกิดจากโคนีเดีย ซึ่งปลิวแพร่กระจายโดยลมหรือติดไปกับสิ่งที่เคลื่อนไหวต่างๆ ที่ไปสัมผัสถูกต้องเข้า เมื่อโคนีเดียพวกนี้ตกลงบนใบพืชและมีสิ่งแวดล้อมเหมาะสมก็จะงอกออกมาเป็นเส้นใยภายใน ๓-๔ ชั่วโมง จากนั้นก็จะเข้าไปภายในใบพืชโดยผ่านทางช่องปากใบ (stomata) ก่อให้เกิดอาการโรคแล้วสร้างโคนีเดียขึ้นใหม่ได้อีกภายใน ๔-๕ วัน สำหรับการระบาดข้ามฤดูส่วนใหญ่ก็จะเกิดจาก oospore ซึ่งติดอยู่ตามเศษซากพืชที่หลงเหลือปล่อยทิ้งไว้ตามดินปลูก หรือติดไปกับเมล็ดพันธุ์ หรือจากเชื้อที่อาศัยอยู่กับต้นที่งอกขึ้นมาเองนอกฤดูปลูกหรือต้นที่ขึ้นอยู่ในบริเวณใกล้เคียงแปลงปลูก

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้
            ๑. เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเชื้อปะปนอยู่ หากไม่แน่ใจให้ทำลายเชื้อดังกล่าวโดยนำไปจุ่มแช่ในน้ำอุ่น ๔๕ – ๕๐ องศาเซลเซียส. นาน ๒๕ นาที
            ๒. ไม่ปลูกผักชนิดเดียวกันซํ้าลงในดินที่เคยปลูกมาก่อนแล้วมีโรคเกิดขึ้นโดยใช้เวลาหมุนเวียนอย่างต่ำ ๓ - ๔ ปี
            ๓. ควรปลูกพืชให้มีระยะระหว่างต้นห่างกันพอสมควร ไม่เบียดแน่นกันจนเกินไป
            ๔. หลังเก็บเกี่ยวแล้วในกรณีที่มีโรคเกิดขึ้นขณะปลูกให้เก็บทำลายเศษซากพืชที่ตกหลงเหลืออยู่ตามดินให้หมด พร้อมกับต้นพืชที่งอกเองหรือที่ขึ้นอยู่ในที่ใกล้เคียงก็ไม่ควรให้มีเหลืออยู่
            ๕. ในกรณีที่เกิดโรคขึ้นกับผักในแปลงปลูก อาจป้องกันและลดความเสียหายจากโรคลงได้โดยใช้สารเคมีอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ พ่นแปลงผักทุก ๓ - ๕ วัน เช่น มาเน็บ อัตรา ๕๐ - ๗๐ กรัม ต่อน้ำ ๑ ปี๊บ ฟอสฟอรัสแอซิด โปรไธโอคาร์บ ข้อแนะนำในการพ่นสารเคมีดังกล่าวเพื่อให้ได้ผลในการป้องกันกำจัด คือ ควรใช้เครื่องมือพ่นสารเคมีที่มีกำลังอัดหรือความดันสูง เพื่อให้ละอองสารเคมีที่ออกมาละเอียดมากๆ ยิ่งหากได้ใน ลักษณะที่เป็นหมอกควันก็จะยิ่งดี เพราะจะทำให้สารเคมีที่ใช้ ครอบคลุมจับทั่วทุกส่วนของต้นพืช ยิ่งถ้าได้ผสมสารเคลือบใบลงไปด้วยก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพของสารเคมีให้ดียิ่งขึ้น ในการพ่นควรกดหัวฉีดให้ต่ำขณะเดียวกันก็ให้หงายหัวฉีด สอดเข้าไปใต้ใบสลับไปด้วย เนื่องจากราน้ำค้างนั้นเมื่อเข้าทำลายแล้ว จะสร้างสปอร์เพื่อใช้ในการระบาดแพร่กระจาย อยู่ด้านใต้ของใบ สารเคมีที่ฉีดและจับอยู่เฉพาะด้านบนของใบจึงไม่อาจทำลายหรือกันไม่ให้เชื้อระบาดได้
            ๖. เลือกปลูกผักชนิดที่มีความต้านทานต่อโรค

 

ที่มา  :   ๑. ไทยเกษตรศาสตร์. ๒๕๕๖. โรคของผัก  (http://www.thaikasetsart.com/)
            ๒. ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เรียบเรียงโดย  :  กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย

Update Date : บันทึกเมื่อ : 02/11/2560