ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๑๑๗ ประจำวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๐ โรคใบไหม้แผลเล็กข้าวโพด


ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๑๑๗ ประจำวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๐

โรคใบไหม้แผลเล็กข้าวโพด (Southern corn leaf blight)

            เตือนเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคเหนือของประเทศไทย เนื่องจากในช่วงนี้มีฝนตกในหลายพื้นที่ มีความชื้นสูง สภาพอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิอยู่ระหว่าง ๒๒ - ๓๔ องศาเซลเซียส เหมาะต่อการระบาดของโรคใบไหม้แผลเล็กข้าวโพด ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดหวานจะอ่อนแอต่อโรคนี้มากที่สุด ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบจุดเล็กๆ สีเขียวอ่อนฉ่ำน้ำ ต่อมาจุดจะขยายออกตามความยาวของใบ โดยจำกัดด้านกว้างของแผลขนานไปตามเส้นใบ ให้เกษตรกรรีบเตรียมการป้องกันกำจัด หรือขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน เพื่อหาแนวทางควบคุม และป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง

เชื้อสาเหตุ  :  เชื้อรา Bipolaris maydis (Nisik.) Shoemaker.

ชื่อเดิม (Synonyms) Helminthosporium maydis Nisik.

ลักษณะอาการ
             ระยะแรกจะเกิดจุดเล็กๆ สีเขียวอ่อนฉ่ำน้ำต่อมาจุดจะขยายออกตามความยาวของใบโดยจำกัดด้านกว้างของแผลขนานไปตามเส้นใบตรงกลางแผลจะมีสีเทาขอบแผลมีสีเทาน้ำตาล ขนาดของแผลไม่แน่นอนแผลที่ขยายใหญ่เต็มที่มีขนาดกว้าง ๖ - ๑๒ มิลลิเมตร และยาว ๖ - ๒๗ มิลลิเมตร ในกรณีที่ใบข้าวโพดเป็นโรครุนแรงแผลจะขยายตัวรวมกันเป็นแผลใหญ่และทำให้ใบแห้งตายในที่สุดอาการของโรคเมื่อเกิดในต้นระยะกล้าจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันทุกใบอาจจะเหี่ยวและแห้งตายภายใน  ๓ - ๔ สัปดาห์ หลังปลูก แต่ถ้าเกิดกับต้นแก่อาการจะเกิดบนใบล่างๆ ก่อน นอกจากจะเกิดบนใบแล้วยังเกิดกับต้นกาบใบ ฝัก และเมล็ดอีกด้วย

การแพร่ระบาด
             เชื้อโรคสามารถระบาดจากต้นหนึ่งไปสู่อีกต้นหนึ่ง โดยติดไปกับเมล็ดที่เป็นโรค และสปอร์ปลิวไปทางลม หรือฝน ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม วงจรของโรคจะเริ่มจากเข้าทำลายจนสร้างสปอร์ใหม่ ภายในเวลา ๖๐ - ๗๒ ชั่วโมง ที่ความชื้นสูง อุณหภูมิอยู่ระหว่าง ๒๐- ๓๒ องศาเซลเซียส เชื้อราสามารถเข้าทำลายข้าวโพดได้หลายครั้งในแต่ละฤดู เชื้อราสามารถมีชีวิตได้ในใบข้าวโพดนานถึง ๘ เดือน และมีชีวิตในเมล็ดข้าวโพดได้นานกว่า ๑ ปี

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้

            ๑. หมั่นสำรวจแปลงอยู่เสมอตั้งแต่ระยะกล้า

            ๒. เมื่อเริ่มพบโรคระบาดให้ถอนแล้วเผาทำลายนอกแปลง

            ๓. หากจำเป็นต้องใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราแนะนำ ดังนี้
                  - ไตรโฟรีน ๒๐ (ซาพรอล) อัตรา ๖๐ มิลลิลิตร ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
                  - ซีเน็บ อัตรา ๔๐ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

ฤดูถัดไป

            ๑. ใช้เมล็ดพันธุ์จากต้นที่สมบูรณ์ปราศจากโรค

            ๒. ปลูกพันธุ์ต้านทานต่อโรค เช่น นครสวรรค์๑ นครสวรรค์๗๒ สุวรรณ๑ สุวรรณ๒

            ๓. ทำลายพืชอาศัยของโรค เช่น หญ้าเดือย

            ๔. ทำลายเศษซากของข้าวโพดหลังเก็บเกี่ยว เนื่องจากเชื้อราสามารถอยู่ข้ามฤดูบนเศษซากของข้าวโพดได้

            ๕. คลุกเมล็ดด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า อัตรา ๑๐ กรัม หรือ ๑ ช้อนแกง ต่อ เมล็ดพันธุ์ ๑ กิโลกรัม ต่อน้ำ ๑๐ มิลลิลิตร แล้วบีบเชื้อสดให้แตกตัว ก่อนใส่เมล็ดลงในถุง เพื่อป้องกันโรคที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์

 

ที่มา   ๑. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (http://www.ku.ac.th/e-magazine/may50/agri/maize.htm)
           ๒. กรมส่งเสริมการเกษตร (http://www.agriqua.doae.go.th/plantclinic/Clinic/plant/corn/blast.htm)
           ๓. กรมวิชาการเกษตร (http://www.arda.or.th/kasetinfo/north/plant/corn_disease.html)
เรียบเรียงโดย  : กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช  กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย

Update Date : บันทึกเมื่อ : 13/09/2560