ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๗๐ ประจำวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐ โรคราแป้งเงาะ


ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๗๐ ประจำวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐

โรคราแป้งเงาะ (Powdery mildew Disease)

 

            เตือนเกษตรกรชาวสวนเงาะทางภาคใต้ของประเทศไทย ส่วนใหญ่อยู่ในระยะออกดอกถึงติดผลอ่อน เนื่องจากในบางพื้นที่มีฝนตก สภาพอากาศร้อนชื้น ให้ระวังโรคราแป้งเงาะ ซึ่งเป็นสภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการระบาดของโรค ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบอาการของโรค ให้รีบขอคำแนะนำเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อหาแนวทางควบคุม และป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง หากไม่ดำเนินการจัดการจะส่งผลเสียหายต่อผลผลิต ทำให้ผลผลิตเสียคุณภาพขายไม่ได้ราคา

 

เชื้อสาเหตุ  :  เชื้อรา Pseudoidium nephelii

 

ลักษณะอาการ

             ระยะช่อดอกเงาะกอนบานจะมีราขาวจับคลุมดอก เชื้อราแป้งเจริญปกคลุมกลีบดอกและรังไข ทำให้ชะงักการเจริญเติบโต ดอกแห้งฝ่อ ผลอ่อนที่มีเชื้อราสีขาวเจริญปกคลุมจะแหงดำ เชื้อราแป้งอาจพักตัวหรือแสดงอาการตลอดระยะพัฒนาขนาดต่างๆ ของผลเงาะ ขนเงาะมีราขาวปกคลุมที่ผลอ่อนเพียงบางส่วนหรือทั่วผล ต่อมาขนเงาะจะแห้งดำและคอดขาดเหลือโคนขนเงาะสั้น ชาวสวนเรียกว่า "เงาะนิโกร" ผลเงาะระยะผลโตที่มีราแป้งคลุมจะเปลี่ยนสีเหลืองและตกกระดำที่ผิว ในสวนที่มีโรครุนแรง ผลเงาะที่เก็บเกี่ยวจะมีสีเหลือง ขนเกรียนสั้น เงาะพันธุโรงเรียนมีความรุนแรงของโรคน้อยแต่เมื่อเป็นโรคจะชะงักการเจริญ และผลเงาะมีผลสีดำ เชื้อราแป้งในจังหวัดภาคตะวันออกของประเทศไทยพบที่ระยะช่อดอกและผล และทางภาคใต้ของไทยยังพบกับใบที่อยู่ในพุ่มหรือยอดที่เจริญจากบริเวณกิ่งล่างๆ ใบอ่อนจะมีราขาวปกคลุม

 

การแพร่ระบาด

             เชื้อราแพร่กระจายโดยทางลม

 

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้

            ๑. สำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หากพบราแป้ง ๓ จุด ในต้นถือว่าระบาด

            ๒. ตัดแต่งกิ่งเก็บส่วนที่เป็นโรคมาเผาทำลายนอกแปลง เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อ

            ๓. ช่วงแตกใบอ่อนและเริ่มติดผลหมั่นสำรวจต้นเงาะ หากพบราแป้งเข้าทำลายใบอ่อนควรพ่นกำจัดด้วยผงกำมะถันละลายน้ำ ๔๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร จะช่วยลดความรุนแรงลงได้

            ๔. ในช่วงระยะผลอ่อน หากพบอาการรุนแรงให้พ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา อัตราตามคำแนะนำในฉลาก ดังนี้

                        - คาร์เบนดาซิม ๕๐% ดับบลิวพี อัตรา ๖ - ๑๒ กรัม ต่อน้ า ๒๐ ลิตร

                        - ไดโนแคพ ๒๕% ดับบลิวพี อัตรา ๑๐ – ๒๐ กรัม ต่อน้ า ๒๐ ลิตร

 

 

ที่มา :  ๑. สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1  กรมวิชาการเกษตร

          ๒. สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสระแก้ว (Facebook : ๑๑ พ.ค. ๒๕๕๙)

 เรียบเรียงโดย  กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย

Download ดาวน์โหลดเอกสาร

Download ดาวน์โหลดเอกสาร

Update Date : บันทึกเมื่อ : 26/05/2560