ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๗๔ ประจำวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐ โรคราน้ำค้างข้าวโพด


ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๗๔ ประจำวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐

โรคราน้ำค้างข้าวโพด (Corn Downy Mildew)

            เตือนเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวโพดฝักสดทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดที่มีการปลูกข้าวโพดติดต่อกันตลอดปี เนื่องจากสภาพอากาศช่วงนี้เหมาะสมต่อการระบาด คือ ฝนตกชุก ความชื้นในอากาศค่อนข้างสูง ช่วงเช้าอากาศเย็นมีน้ำค้าง โรคนี้ทำให้ผลผลิตข้าวโพดลดลงถึง ๓๐ - ๘๐ เปอร์เซ็นต์ และในแหล่งที่โรคระบาดรุนแรงและเกิดในพันธุ์ข้าวโพดที่อ่อนแอจะทำความเสียหายถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในข้าวโพดหวาน ข้าวโพดพันธุ์พื้นเมือง เช่น ข้าวโพดเทียน และข้าวโพดข้าวเหนียว เป็นพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคมาก ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบอาการของโรคให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัดเพื่อดำเนินการควบคุม และหาทางป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง

เชื้อสาเหตุ  :  เชื้อรา Peronosclerospora sorghi

ลักษณะอาการ
            อาการของโรคเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน ถึงแม้จะเหมือนอาการขาดอาหารบางอย่าง แต่ก็มีความแตกต่างที่สังเกตเห็นได้ เนื่องจากบริเวณใบข้าวโพดตามทางยาวจะมีทางลายสีเหลือง สีเขียวอ่อน และสีเขียวแก่สลับกันอย่างไม่เป็นระเบียบ อาการนี้จะปรากฏเมื่อข้าวโพดมีอายุตั้งแต่๑ สัปดาห์ขึ้นไป และเมื่อเป็นนานเข้าตามรอยที่มีสีเหลืองอาจเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และมีอาการใบไหม้แห้งตายในที่สุด บริเวณผิวใบที่มีอาการผิดปกติโดยเฉพาะด้านล่าง จะมีใยสีขาวเป็นเชื้อราจับเป็นฝ้าคล้ายหยากไย่ มองเห็นชัดด้วนตาเปล่า และจะพบมากในช่วงเช้า ซึ่งมีน้ำค้างมากและอากาศค่อนข้างเย็น ลำต้นข้าวโพดจะมีปล้องสั้นลง มีฝักดก บางที่มีมากกว่า ๕ ฝัก แต่เป็นฝักที่ไม่ติดเมล็ด มีแต่เปลือกที่มีลักษณะคล้ายใบและต้นข้าวโพดจะเล็กแคระแกรน บางต้นอาจจะมีปล้องยาวชะลูด ทำให้มีลำต้นสูงกว่าปกติ ใบและขนาดของฝักก็จะยาวผิดปกติ แต่เป็นฝักที่ไม่ติดเมล็ด ดอกตัวผู้ที่อยู่ปลายต้นของข้าวโพดบางต้น จะแตกแขนงออกเป็นใบเล็กๆ เป็นช่อมีลักษณะคล้ายไม้กวาดหรือหญ้าหงอนไก่ และจะไม่มีฝัก

การแพร่ระบาด
            เริ่มระบาดในระยะที่มีฝนตกชุก ความชื้นในอากาศค่อนข้างสูง ช่วงเช้าอากาศเย็นมีน้ำค้าง โดยสามารถพบเชื้อโรคสร้างสปอร์ เป็นผงสีขาวๆบนผิวใบที่ลายของข้าวโพดในเวลาเช้ามืดของคืนที่มีฝนตกและอากาศค่อนข้างเย็น เมื่อสปอร์แก่จะแพร่ระบาดไปโดยลมเข้าทำลายต้นอื่นๆ ต่อไป นอกจากนี้เชื้อที่ติดไปกับเมล็ดพันธุ์ที่ยังไม่แห้งดี เชื้อโรคที่ตกอยู่ในดิน หรือที่เกิดบนพืชอาศัยอื่นการแพร่ระบาดของเชื้อโรคมาจากแหล่งต่างๆ ดังนี้ ใบข้าวโพดที่เป็นโรค ติดมากับเมล็ดข้าวโพดจากต้นที่เป็นโรค พืชอาศัยบางชนิด เช่น ข้าวฟ่าง หญ้าพงหรือแขม หรืออ้อยเลา หรือหญ้าคาหลวง (Saccharum spontaneaum) หรือเชื้อราอาจจะตกค้างในดินในรูปของสปอร์ที่มีผนังหนา

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้

            ๑. หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวโพดในฤดูฝน โดยเฉพาะในแหล่งที่มีการชลประทาน ควรปลูกในระยะที่ฝนขาด

            ๒. การกำจัดพืชอาศัยเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ลดการอยู่ข้ามฤดูของเชื้อสาเหตุได้ พบว่าหญ้าเจ้าชู้ ข้าวฟ่าง หญ้าพง และอ้อย แสดงอาการโรคราน้ำค้าง สปอร์ที่สร้างบนพืชทั้งสี่สามารถทำให้เกิดโรคดังกล่าวแก่ข้าวโพดได้ หรือข้าวโพดที่หลงเหลือจากการเก็บเกี่ยวหรือต้นอ่อนที่งอกใหม่จากเมล็ดที่ร่วงหล่นในแปลง เชื้อสาเหตุของโรคก็สามารถอยู่ข้ามฤดูได้เช่นกัน

            ๓. หลีกเลี่ยงการใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่มีโรคระบาดมาทำพันธุ์

            ๔. ใช้พันธุ์ต้านทาน เช่นพันธุ์ สุวรรณ๑ สุวรรณ๒ และนครสวรรค์๑

            ๕. ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชเมตาเลคซิล (เอพรอน) ๓๕% S.D. ในอัตรา ๗ กรัม ต่อน้ำหนักเมล็ด ๑ กิโลกรัม คลุกเมล็ดก่อนปลูก สามารถป้องกันโรคนี้ได้ตลอดฤดูปลูก

            ๖. หมั่นสำรวจแปลงข้าวโพดตั้งแต่เริ่มปลูก หากพบต้นที่แสดงอาการของโรคให้ถอนและเผาทำลายทันที

 

ที่มา  :   กรมวิชาการเกษตร, กรมส่งเสริมการเกษตร
เรียบเรียงโดย    กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช   กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย

 

Download ดาวน์โหลดเอกสาร

Update Date : บันทึกเมื่อ : 13/07/2560