ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๑๒๓ ประจำวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๐ โรคขอบใบแห้ง (Bacterial Leaf Blight Disease)


ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๑๒๓ ประจำวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๐

โรคขอบใบแห้ง (Bacterial Leaf Blight Disease)

 

            เตือนเกษตรกรปลูกข้าวในทุกภาคของประเทศไทย เนื่องจากในช่วงนี้หลายพื้นที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสภาพอากาศมีความชื้นสูง อุณหภูมิอยู่ระหว่าง ๒๒ - ๓๔ องศาเซลเซียส และลมพัดแรง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ ๔๐ - ๖๐ ของพื้นที่ ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ ๗๐ - ๘๐ ของพื้นที่ ฝนยังคงตกต่อเนื่องและตกหนักในบางแห่ง เหมาะต่อการระบาดของโรคขอบใบแห้ง ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบใบข้าวมีลักษณะเป็นแผลช้ำที่ขอบใบของใบล่าง หรือแผลเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบข้าวให้เกษตรกรรีบเตรียมการป้องกันกำจัด หรือขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน เพื่อหาแนวทางควบคุม และป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง

เชื้อสาเหตุ  :  เชื้อแบคทีเรีย  Xanthomonas oryzae pv. oryzae (ex Ishiyama) Swings et al.

ลักษณะอาการ
             โรคนี้เป็นได้ตั้งแต่ระยะกล้า แตกกอ จนถึงฺ ออกรวง ต้นกล้าก่อนนำไปปักดำจะมีจุดเล็กๆ ลักษณะช้ำที่ขอบใบของใบล่าง ต่อมาประมาณ ๗ - ๑๐ วัน จุดช้ำนี้จะขยายกลายเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบข้าว ใบที่เป็นโรคจะแห้งเร็ว และสีเขียวจะจางลงเป็นสีเทาๆ อาการในระยะปักดำจะแสดงหลังปักดำแล้วหนึ่งเดือนถึงเดือนครึ่ง ใบที่เป็นโรคขอบใบมีรอยขีดช้ำ ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองที่แผลมีหยดน้ำสีครีมคล้ายยางสนกลมๆ ขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด ต่อมาจะกลายเป็นสีน้ำตาลและหลุดไปตาม น้ำหรือฝน ซึ่งจะทำให้โรคสามารถระบาดต่อไปได้ แผลจะขยายไปตามความยาวของใบ บางครั้งขยายเข้าไปข้างในตามความกว้างของใบ ขอบแผลมีลักษณะเป็นขอบลายหยัก แผลนี้เมื่อนานไปจะเปลี่ยนเป็นสีเทา ใบที่เป็นโรค ขอบใบจะแห้งและม้วนตามความยาว ในกรณีที่ต้นข้าวมีความอ่อนแอต่อโรคและเชื้อโรคมีปริมาณมาก จะทำให้ท่อน้ำท่ออาหารอุดตัน ต้นข้าวจะเหี่ยวเฉาและแห้งตายทั้งต้นโดยรวดเร็ว เรียกอาการของโรคนี้ว่า ครีเสก (kresek)

การแพร่ระบาด
             เชื้อสาเหตุโรคสามารถแพร่ไปกับน้ำในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง และสภาพที่มีฝนตก ลมพัดแรง จะช่วยให้โรคแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางรวดเร็ว พบมากในนาน้ำฝน นาชลประทาน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคใต้

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้
            ๑. สำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และควรเฝ้าระวังการเกิดโรคถ้าปลูกข้าวพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคนี้ เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ ๑๐๕ กข๖ เหนียวสันป่าตอง พิษณุโลก ๒ ชัยนาท ๑
           ๒. ไม่ควรระบายน้ำจากแปลงที่เป็นโรคไปสู่แปลงอื่น
           ๓. ใช้ชีวผลิตภัณฑ์ในการป้องกันการเกิดโรค เช่น Bacillus amyloliquefaciens Bacillus subtilis หรือ Pseudomonas fluorescens โดยหากพบอาการของโรครุนแรงให้พ่นทุก ๗ วัน หรือ คลุกเมล็ดก่อนปลูก อัตราตามฉลากแนะนำ
           ๔. หากจำเป็นต้องใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคแนะนำ เช่น แบคบิเคียว ไอโซโพรไทโอเลน คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ เสตร็พโตมัยซินซัลเฟต+ออกซีเตทตราไซคลินไฮโดรคลอร์ไรด์ ไตรเบซิคคอปเปอร์ซัลเฟต ควรพ่นตั้งแต่พบอาการเริ่มแรก อัตราตามฉลากแนะนำ

ฤดูถัดไป

            ๑. ใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทาน เช่น พันธุ์สุพรรณบุรี ๖๐ สุพรรณบุรี ๙๐ สุพรรณบุรี ๑ สุพรรณบุรี ๒ กข๗ และ กข๒๓
           ๒. ในดินที่อุดมสมบูรณ์ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมาก

 

ที่มา   ๑. กรมการข้าว
           ๒. ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เรียบเรียงโดย  : กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช  กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย

Update Date : บันทึกเมื่อ : 20/09/2560