ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๒๔ ประจำวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๑ เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง


ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๒๔ ประจำวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖
เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

            เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เริ่มปลูกมันสำปะหลังถึงมันสำปะหลังอายุ ๑ - ๓ เดือน เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง สภาพอากาศกลางวันร้อน แห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วง ซึ่งสภาพอากาศดังกล่าวเหมาะกับการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการจำหน่ายท่อนพันธุ์ มันสำปะหลัง พ่นท่อนพันธุ์มันสำปะหลังด้วยสารเคมีอิมิดาคลอพริด หรือไทอะมิโทแซม ก่อนเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ไปยังแหล่งปลูกอื่นๆ และในแหล่งเพาะปลูกเองก็ควรแช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารเคมีไทอะมิโทแซมด้วยเช่นกัน เนื่องจากเพลี้ยแป้งสามารถระบาดจากพื้นที่หนึ่งไปยังพื้นที่หนึ่ง โดยการติดไปกับคน ท่อนพันธุ์ กระแสลม และมดเป็นพาหนะนำตัวเพลี้ยแป้งไปเลี้ยงเพื่อรอดูดกินมูลหวานจากเพลี้ยแป้ง โดยความเสียหายจากการทำลายของเพลี้ยแป้งต่อผลผลิตขึ้นอยู่กับระยะการเจริญเติบโตของมันสำปะหลัง ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบการระบาดหรือการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ให้แจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน หรือแจ้งสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อประสานงานศูนย์บริหารศัตรูพืชในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ขอรับการสนับสนุนแตนเบียน และแมลงช้างปีกใสเพื่อใช้ควบคุมการระบาดเพลี้ยแป้งในพื้นที่

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Ferrisia virgate                            เพลี้ยแป้งลาย (Striped mealybug)
                       Pseudococcus jackbeardsleyi        เพลี้ยแป้งแจ๊คเบียดเลย์ (Jackbeard)
                       Phenacoccus madeirensis             เพลี้ยแป้งสีเขียว (Green mealybug)
                       Phenacoccus manihoti                 เพลี้ยแป้งสีชมพู (Pinkish mealybug )

วงศ์ :  Pseudococcus

อันดับ :  Homoptera

ชื่อสามัญอื่น :  -

รูปร่างลักษณะ
            เพลี้ยแป้งลาย (Striped mealybug) : ลำตัวตัวคล้ายลิ่ม ผนังลำตัวสีเทาเข้มมีผงแป้งปกคลุมลำตัว เส้นขนขึ้นหนาแน่นขนที่ปกคลุมลำตัวเป็นเงาคล้ายใยแก้วมีแถบดำบนลำตัว ๒ แถบ ชัดเจนส่วนปลายมีหางคล้ายเส้นแป้ง ๒ เส้น ยาวครึ่งหนึ่งของความยาวลำตัว เพลี้ยแป้งชนิดนี้พบระบาดทั่วไปในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง พบระบาดมากในช่วงฤดูฝน ระดับความรุนแรงไม่ถึงขั้นทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีการควบคุมโดยศัตรูตามธรรมชาติอย่างสมดุลจากตัวห้ำและตัวเบียน

            เพลี้ยแป้งแจ๊คเบียดเลย์ (Jackbeard) : ลำตัวรูปไข่ค่อนข้างแบน ผนังลำตัวสีเทาอมชมพูมีผงแป้งสีขาวปกคลุมลำตัว ด้านข้างลำตัวมีเส้นแป้งเรียงกันจำนวนมาก เส้นแป้งด้านท้ายลำตัวยาวกว่าเส้นแป้งด้านข้างลำตัว พบระบาดทั่วไปในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังชอบอาศัยอยู่บริเวณโคนต้นหรือในดิน

            เพลี้ยแป้งสีเขียว (Green mealybug) : ลำตัวรูปไข่ค่อนข้างแบน ผนังลำตัวสีเขียวอมเหลืองมีผงแป้งสีขาวบาง ๆ ปกคลุมลำตัว ด้านข้างลำตัวมีเส้นแป้งสั้น ๆ เส้นแป้งด้านท้ายลำตัวยาวกว่าเส้นแป้งด้านข้างลำตัว และที่ลำตัวมีสันนูน 3 แนว ตามความยาวลำตัว เส้นนูนที่สุดอยู่กลางลำตัว สามารถวางไข่ได้ประมาณ ๕๐๐ ฟองต่อตัว ตัวเต็มวัยชอบกินใบแก่ พบระบาดทั่วไปในแหล่งปลูกมันสำปะหลัง

            เพลี้ยแป้งสีชมพู (Pinkish mealybug) : เป็นเพลี้ยแป้งที่ระบาดทำลายมันสำปะหลังรุนแรงในขณะนี้ ลำตัวรูปไข่ผนังลำตัวสีชมพู มีผงแป้งปกคลุมลำตัวด้านข้างลำตัวมีเส้นแป้งสั้นหรือไม่เห็นเด่นชัดเส้นแป้งด้านท้ายลำตัวสั้น ขยายพันธุ์ได้โดยไม่อาศัยเพศ (เพศเมียไม่จำเป็นต้องได้รับการผสมพันธุ์จากเพศผู้) วางไข่เป็นฟองเล็กๆ ในถุง ไข่มีสีเหลืองอ่อนลักษณะยาวรีมีใยคล้ายสำลีหุ้มไว้ เมื่อใกล้ฟักไข่จะมีสีเข้มขึ้น ระยะไข่ประมาณ ๘ วัน ตัวอ่อนจะลอกคราบ ๓ ครั้ง จึงเป็นตัวเต็มวัย รวมระยะเวลาตั้งแต่เป็นไข่จนถึงตัวเต็มวัยใช้เวลา ๒๑ วัน เพลี้ยแป้งสีชมพูสามารถวางไข่ได้มากถึง ๕๐๐ ฟองต่อตัว

          การขยายพันธุ์ของเพลี้ยแป้ง
                   ๑. โดยใช้เพศ
                   ๒. โดยไม่ใช้เพศ (Thelytokous parthenogenesis)

            แบ่งเพลี้ยแป้งตามลักษณะของลูกที่ออกมาเป็น ๒ ประเภท
                   ๑. ประเภทวางไข่ (Oviparous) ไข่อยู่ภายในถุงไข่ที่มีเส้นใย คล้ายสำลีปกคลุม
                   ๒. ประเภทออกลูกเป็นตัว ( Viviparous)

            ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยแป้ง
                   ๑. ตัวห้ำ : แมลงช้างปีกใส (Pleciocryza  ramburi)
                   ๒. ตัวเบียน : แตนเบียน Anagyrus  lopezi
                   ๓. เชื้อจุลินทรีย์ :  เชื้อราบิวเวอเรีย

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้
            . ในพื้นที่ที่ยังไม่พบการระบาด
                    ๑.๑ ใช้ท่อนพันธุ์สะอาด
                   ๑.๒เก็บซากพืชออกจากแปลง ไถพรวนหลายๆครั้ง และตากดินอย่างน้อย ๑๔ วัน
                   ๑.๓ แช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีที่แนะนำ
                   ๑.๔ สำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์

            . ในพื้นที่ที่มีการระบาดของเพลี้ยแป้ง
                   ๒.๑ หลีกเลี่ยงการปลูกในฤดูแล้ง
                   ๒.๒ ไถพรวนดินหลายๆ ครั้ง ตากดินอย่างน้อย ๑๔ วัน
                   ๒.๓ แช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีที่แนะนำ
                   ๒.๔ สำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์
                   ๒.๕ ถ้าพบการระบาด รุนแรงในมันสำปะหลังอายุ ๑ - ๔ เดือนให้ถอนทิ้งทั้งหมดแล้วเผาทำลายนอกแปลง
                   ๒.๖ ถ้าพบการระบาด ในมันสำปะหลังอายุ ๔ - ๘ เดือนให้ตัดยอดหรือถอนต้นที่พบนำไปเผาทำลายนอกแปลง
                   ๒.๗ ถ้าพบการระบาดในมันอายุมากกว่า 8 เดือน ควรเก็บผลผลิต ตัดต้นทิ้งนำไปเผาทำลายนอกแปลง ทำความสะอาดแปลง ปลูกพืชอื่น เช่น ข้าวโพด อ้อย ข้าวฟ่าง ทานตะวัน พืชตระกูลถั่ว
                   ๒.๘ ใช้ศัตรูธรรมชาติควบคุมเพลี้ยแป้ง เช่น แมลงช้างปีกใส ด้วงเต่า แตนเบียน Anagyrus lopezi หรือศัตรูธรรมชาติที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ ฯลฯ
                   ๒.๙ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้เพื่อเป็นการอนุรักษ์ไม้ให้ตัวห้ำและตัวเบียนที่เป็นศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยแป้ง มันสำปะหลังถูกทำลาย

            สารเคมีป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้ง แช่ท่อนพันธุ์ (Dipping pre-planting) ด้วยสารเคมีกำจัดแมลง ดังต่อไปนี้ นาน ๕ - ๑๐ นาที
                   - thiamethoxam (Actara ๒๕ % WG) อัตรา ๔ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
                   - imidacloprid (Provado ๗๐ % WG) อัตรา ๔ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
                   - dinotefuran (Starkle ๑๐ % WP) อัตรา ๔๐ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

 

ที่มา  :   กรมวิชาการเกษตร
เรียบเรียงโดย  :   กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย

Download ดาวน์โหลดเอกสาร

Update Date : บันทึกเมื่อ : 19/03/2561