ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๗๘ ประจำวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ โรคเน่าเละในกล้วยไม้


ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๗๘ ประจำวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐

โรคเน่าเละในกล้วยไม้ (Bacterial Soft-Rot)

            เตือนเกษตรกรที่ปลูกกล้วยไม้ทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะแหล่งปลูกที่สำคัญในภาคตะวันตกและภาคกลาง เช่น จังหวัดนครปฐม ราชบุรีกรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร สมุทรสงคราม พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และสระบุรี รวมถึงในภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย ช่วงนี้สภาพอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิสูง และมีฝนตกชุกเหมาะต่อการระบาดของโรคเน่าเละในกล้วยไม้ทุกสกุล มักจะเกิดในฤดูฝน โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกพรำติดต่อกันหลายวัน ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบอาการที่ใบ และลำต้นเน่าเละ เนื้อใบเปื่อยยุ่ย มีกลิ่นเหม็น ให้รีบขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อหาแนวทางควบคุมและป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง

เชื้อสาเหตุ  : เชื้อแบคทีเรีย Erwinia carotovora sub sp. carotovora หรือ Erwinia chrysanthemi

ลักษณะอาการ
            โรคนี้เกิดได้กับทุกส่วนของกล้วยไม้ตั้งแต่ลำลูกกล้วย ลำต้น และใบ โดยระยะแรกจะเกิดเป็นจุดชุ่มน้ำใสขนาดเล็กบนใบ หรือหน่อ ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน และเนื้อเยื่อน่วม เปื่อยยุ่ย มีลักษณะเหมือนถูกน้ำร้อนลวก ผิวใบโป่งพองเกิดแก๊สด้านใน ใบเน่าหลุดร่วงจากต้น อาการที่ลำต้นเน่าเป็นสีเหลืองช้ำ ลำต้นหักพับ เกิดอาการเน่าเละ มีกลิ่นเหม็นฉุนจัด โดยเฉพาะสกุลออนซิเดียม แต่สำหรับกล้วยไม้บางสกุลจะไม่มีกลิ่นเหม็น เช่น สกุลฟาแลนนอฟซิส และแคทลียา หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม อาการจะขยายลุกลามรวดเร็ว ใบจะหลุดร่วงภายใน ๒ - ๓ วัน อาจทำให้กล้วยไม้เน่าฟุบ และตายทั้งต้น แผลที่ต้นหรือที่ลำลูกกล้วยจะมีสีเข้มกว่าที่ใบ ถ้าอากาศแห้งมากแผลที่เน่าจะยุบแห้ง เนื้อเยื่อภายในถูกทำลายหมดเหลือแต่ผิวนอก บริเวณแผลเน่าจะมีเมือกเยิ้มแฉะ ซึ่งจะมีกลุ่มเซลล์ของแบคทีเรียอยู่เป็นจำนวนมาก

การแพร่ระบาด
            มักเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูร้อนต่อเข้าสู่ตลอดฤดูฝน โดยแบคทีเรียกระจายไปกับน้ำฝน หรือกับเครื่องมือเครื่องใช้ที่นำมาปฏิบัติกับพืช การสัมผัส

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้

            ๑. หมั่นสำรวจเฝ้าแปลงอย่างสม่ำเสมอ หากพบพืชต้นหนึ่งต้นใดแสดงอาการนำไปทิ้งให้ไกลจากแปลงปลูกหรือฝังดินลึกๆ หรือเผาไฟให้หมด

            ๒. ในการเก็บเกี่ยว ตัดดอก หรือการกระทำใดๆ ต่อต้นพืชระวังอย่าให้เกิดแผลรอยช้ำหรือฉีกขาดกับส่วนของพืชโดยไม่จำเป็น

            ๓. หากพบอาการเริ่มแรกให้ตัดเนื้อเยื่อส่วนที่เป็นโรคทำลาย แล้วป้ายแผลด้วยปูนแดง แยกพืชที่เป็นโรคออกจากแปลง และระวังการให้น้ำอย่าให้น้ำจากต้นเป็นโรคกระเด็นหรือไหลไปสู่ต้นปกติ

            ๔. ทำลายต้นเป็นโรคทิ้งเสีย และทำความสะอาดบริเวณโต๊ะที่วางกระถางด้วยแอลกอฮอร์ ๗๐% หรือฟอร์มารีน ๕% หรือถ้าเพิ่งเริ่มเป็นก็ให้ตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้ง แล้วเอากล้วยไม้แช่ในสารเคมีนาตริฟิน อัตรา ๑ : ๒,๐๐๐ นาน ๑ - ๓ ชั่วโมง หรือใช้ปูนแดงทาบาดแผล งดการให้น้ำ ๑ – ๒ วัน

            ๕. อาจจะใช้สารปฏิชีวนะ เช่น อะกริมัยซิน (Agrimycin) พ่นร่วมด้วย แต่โดยปกติแล้วโรคเน่าเละนี้ไม่นิยมใช้สารเคมีใดพ่นเพื่อป้องกันกำจัด เนื่องจากไม่ค่อยได้ผล

 

ที่มา  :   ๑. ปิยรัตน์ ธรรมกิจวัตน์ และคณะ, ๒๕๕๓, การศึกษาโรคกล้วยไม้ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ใน รายงานผลการวิจัยและพัฒนา ปี ๒๕๕๓, คลังผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร. 2413-2437 น.
           ๒. Toh graden, ๒๐๑๗, Orchids pathogen: http://www.tohgarden.com/orchid-care/common-orchid-pathogens/ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐
           ๓.  Scot Nelson, ๒๐๑๗, Dealing with Common Orchid Problems: https://www.gardeningknowhow.com/ornamental/flowers/orchids/ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐
           ๔. WikiGardener, Celeriac Bacterial soft rot Pectobacterium carotovora subsp. carotovora
เรียบเรียงโดย :  กลุ่มพยากรณ์และเตือนการระบาดศัตรูพืช   กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย

Download ดาวน์โหลดเอกสาร

Update Date : บันทึกเมื่อ : 13/07/2560